บทที่  1  ความรู้เบื้องต้นทางเศรษฐศาสตร์
 

 

             ความหมายและความสำคัญของเศรษฐศาสตร์

  1. เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยกิจกรรมด้านการผลิต การกระจายสินค้าและบริการที่ผลิตได้ไปสู่ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาถึงกระบวนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างขาดแคลนไปผลิตเป็นสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์
  3. เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาถึงการเลือกหนทางที่จะใช้ปัจจัยการผลิตอันมีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด
  4. เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่วิเคราะห์สภาพการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโดยส่วนรวม เช่น การวิเคราะห์แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า วิเคราะห์สภาวะการว่างงาน เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และหาทางแก้ไขปัญหาให้เศรษฐกิจส่วนรวมดีขึ้น
  5. เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเรื่อง เงินตรา การธนาคาร การลงทุน และทรัพย์สินหรือความมั่นคงต่าง ๆ
  6. วิชาที่ศึกษาถึงการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติ(ปัจจัยการผลิต)ที่มีอยู่อย่างจำกัด นำมาผลิตสินค้าและบริการชนิดต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด โดยใช้กรรมวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและใช้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด

              ปัจจัยการผลิต

  1. ที่ดิน    ผลตอบแทนอยู่ในรูปของ ค่าเช่า
  2. แรงงาน    ผลตอบแทนอยู่ในรูปของ ค่าจ้าง
  3. ทุน (เงินทุนและสินทรัพย์ประเภททุน)   ผลตอบแทนอยู่ในรูปของ ดอกเบี้ย
  4. การประกอบการ     ผลตอบแทนอยู่ในรูปของ กำไร

 

               ความเป็นมาของวิชาเศรษฐศาสตร์
                ค.ศ. 1723 - 1790บิดาของวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ  Adam Smithและเขียนตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลกมีชื่อว่าThe Wealth of Nation    จนปลายศตวรรษที่ 19 อัลเฟรด มาร์เชล (Alfred Marshall ) ได้เสนอทฤษฎีว่าด้วยการผลิตอันเป็นที่มาของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค       ( Microeconmics  Theory )  แต่ต่อมาเกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ประชาชนว่างงานมากขึ้น จอห์น เมนาร์ด เคนส์ ( John Maynard Keynes ) จึงเสนอทฤษฎีว่าด้วยการจ้างงาน           ( Thory of Employment ) โดยแนะนำให้รัฐบาลใช้นโยบายการคลังและการเงินเข้าช่วยแก้ไข เมื่อประเทศเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ จึงกลายเป็นที่มาของเศรษฐศาสตร์มหาภาค    ( Macroeconmics )      พ.ศ. 2454 พระยาสุริยานุวัตร์ ได้เรียบเรียงหนังสือชื่อว่า “ทรัพยศาสตร์” ขึ้นถือเป็นหนังสือเศษฐศาสตร์เล่มแรกของประเทศไทย

 

               ประเภทของวิชาเศรษฐศาสตร์

  1. เศรษฐศาสตร์จุลภาค เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Microeconomics เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ ทฤษฎีราคา ”                ( Price Theory )
  2. เศรษฐศาสตร์มหภาค เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Macroeconomics  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ ทฤษฎีรายได้ประชาชาติ ” ( National Incom Theory )

             หน่วยเศรษฐกิจ

  1. ผู้บริโภค  (Consumers)
  2. เจ้าของปัจจัยการผลิต  ( Fator Owners )
  3. หน่วยธุรกิจ  ( Business Firms )
  4. รัฐบาล  ( Government )

                 ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

  1. ผลิตอะไร  (What)
  2. ผลิตอย่างไร  (How)
  1. ผลิตเพื่อใคร  (For Whom)

                ระบบเศรษฐกิจ  

      แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
  2. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม

            2.1  แบบสังคมนิยมประชาธิปไตย
            2.2  แบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
    3.   ระบบเศรษฐกิจแบบผสม

                 ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม              

  1. กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
  2. เสรีภาพในธุรกิจ
  3. การจัดตั้งหรือล้มเลิกจากธุรกิจ
  4. ระบบราคา
  5. การวางแผนหรือกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ

               ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย

  1. เอกชนมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้
  2. เอกชนมีสิทธิดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เสรี
  3. รัฐเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าคือกลไกราคาไม่มีบทบาทในตลาด
  4. รัฐจะเป็นผู้วางแผน และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

                  ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

  1. เอกชนไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของในทรัพย์สิน
  2. เอกชนไม่มีแม้เสรีภาพในการประกอบอาชีพ
  3. รัฐจะผูกขาดตลาด เอกชนทำการแข่งขันไม่ได้
  4. รัฐเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าคือกลไกราคาไม่มีบทบาทในตลาด
  5. รัฐจะเป็นผู้วางแผน และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

               ระบบเศรษฐกิจแบบผสม

  • เอกชนมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้
  • เอกชนมีสิทธิดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เสรี
  • ระบบราคาได้ใช้กลไกราคาควบคู่กับการวางแผน
  • รัฐและเอกชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันได้

 

 

 

กลับสู่หน้าหลัก

นางสาว ศศิวิมล ละมูล

นางสาวมัลลิกา หล้าเมา

นางสาวสุนิสา ดอกสร้อย