การบริการเครือข่าย (Network Service)

                                   การบริการในเครือข่ายแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือการบริการแบบมีการตอบกับ และการบริการแบบไม่มีการตอบรับ
                   1. แบบมีการตอบรับ (Connection - oriented Service)
                         เป็นการตอบรับซึ่งมีลักษณะเลียนแบบการบริการของเครือข่ายโทรศัพท์คือ มีขั้นตอนการยกหูโทรศัพท์ หมุนหมายเลขโทรศัพท์ ปลายสายรับโทรศัพท์ พูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร จากนั้นก็วางโทรศัพท์ การส่งข้อมูลในการบริการแบบมีการตอบรับนี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือมีการกำหนดการติดต่อ เริ่มติดต่อส่ง-รับข้อมูล จากนั้นจึงยกเลิกการติดต่อ

                 2. การบริการแบบไม่มีการตอบรับ (ConnectionLess Service)        เป็นการเลียนแบบลักษระการบริการของเครือข่ายไปรษณีย์กล่าวคือในแต่ละข่าวสารจะบอกตำแหน่งที่อยู๋ของปลายทางของข่าวสารอย่างชัดเจน และแต่ละข่าวสารจะไปในเส้นทางของมันเอง ไม่ขั้นกับข่าวสารอื่นใดสำหรับการบริการแบบนี้จะขาดความเชื่อถือในแง่ที่ว่า เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าข่าวสารจะถึงผู้รับจริงหรือไม่ เพราะไม่มีการตอบรับมาว่าได้รับข่าวสารหรือไม่ แต่ก็เป็นการประหยัดเวลากว่า เพราะว่าไม่เสียเวลาในการตอบรับข่าวสาร

                 เครือข่ายสวิตชิ่ง (Switching network)         

                                  เครือข่ายสวิตชิ่งเป็นเครือข่ายที่ใช้เชื่อมต่อ หรือสลับสายสื่อสารเข้าด้วยกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ เครือข่ายสวิตชิ่ง สามารถแบ่งออกตามลักษณะของข้อมูลที่ส่งได้ 3 แบบ คือ

                                                     1.แบบเซอร์กิตสวิตช์

                                                     2.แบบแมสเสดสวิตช์

                                                     3.แบบแพ็กเกจสวิตช์

                                 เครือข่ายเซอร์กิตสวิตช์
                                          ลักษณะที่สำคัญ คือก่อนจะเริ่มส่งข้อมูลจะต้องกำหนดเส้นทางการส่งข้อมูลก่อน โดยต้นทางจะมีการร้องขอ (Request) ว่าจะส่งข้อมูลให้ และปลายทางจะต้องตอบรับ (Acknowledge) ว่าพร้อมจะรับข้อมูลนั้น ดังนั้นจึงสูญเสียเวลาช่วงหนึ่งสำหรับการติดต่อนี้ ก่อนเริ่มส่งข้อมูลกันจริงๆ ตัวอย่างของเครือข่ายเซอร์กิตสวิตช์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในปัจจุบันคือ เครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ

                               ข้อเสียของการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายเซอร์กิตสวิตช์
                                          ์คือ เนื่องจากเทอร์มินัลอื่นไม่สามารถเข้ามาร่วมใช้สายเดียวกันในเวลาเดียวกันได้ และเวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการร้องขอและการตอบรับการส่งข้อมูล ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการส่งไฟล์ข้อมูลที่ต่อเนื่อง และใช้งานตลอดเวลา เช่น ระบบ
ATM ระบบการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ บริการดาต้าเนต

                               เครือข่ายแมสเสดสวิตช์
                                          การส่งข้อมูลในเครือข่ายแมสเสดสวิตช์จะเหมาะสำหรับการส่งข้อมูลแบบ ดิจิตอล ซื่งผู้ส่งจะส่งข้อมูลไปทีละบล็อกข้อมูลซื่งเรียกว่า แมสเสด (Message) ตัวอย่างของแมสเสดได้แก่ โทรเเลข ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Email) หรือไฟล์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ บางครั้งเราเรียกเครือข่ายแมสเสดสวิตช์นี้ว่า " เครือข่าย store - and - forward "

                               เครือข่ายแพ็กเกจสวิตช์

                                          การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายแพ็กเกจสวิตช์ ขนาดของบล็อกของข้อมูลจะถูกจำกัดขนาด จึงจำเป็นต้องแบ่งบล็อกข้อมูลออกเป็นแพ็กเกจ (Packet) เพื่อทำให้มีขนาดเล็กลงในการส่งข้อมูลนั้น ข้อมูลจะถูกส่งออกไปทีละแพ็กเกจเรียงลำดับตามกันโดยแต่ละสถานีจะเป็น store - and - forward หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในแพ็กเกจใดสถานีสวิตช์ชิ่งนั้นก็จะทำการ้องขอให้สถานีก่อนหน้านั้นส่งเฉพาะแพ็กเกจที่ผิดพลาดนั้นมาใหม่        ลักษณะอย่างหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับเครือข่ายแพ็กเกจสวิตช์คือการเลือกการจัดวงจร (เส้นทาง) ของข้อมูลเป็นแบบ วงจรเสมือน (Virtual Circuit) และแบบ วงจรดาต้าแกรม (Datagram Circuit)

                               ข้อดีของการสื่อสารข้อมูลแบบผ่านเครือข่ายแพ็กเกจสวิตช์ ได้แก่
                                        1.   ก่อนเริ่มต้นการส่งข้อมูล วงจรไม่จำเป็นต้องมีการยืนยันการตอบรับจากคู่สายก่อน อย่างเช่น เครือข่ายเซอร์กิตสวิตช์
                                        2.   ข้อมูลจะถูกส่ง เป็นแพ็กเกจขนาดไม่ใหญ่นัก ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นทำให้ไม่เสียเวลามากนั้นในการส่งให้ใหม่
                                        3.   สามารถตรวจสอบความผิดพลาดที่เกิดขี้นได้ง่าย
                                        4.   การกำหนดวงจรหรือเส้นทางก็ไม่จำเป็นต้องตายตัว จึงมีความยืดหยุ่นกว่าเครือข่ายแบบเซอร์กิตสวิตช์และแบบแมสเสดสวิตช

                เครือข่ายบริการร่วมระบบดิจิตอล
                      (Integrated Service Digital Network)

                                หลักการของเครือข่าย ISDN
                                           1.เพื่อให้บริการการสื่อสารข่าวสารทุกประเภท (เสียง ภาพ ข่าวสารและข้อมูล) ในรูปของสัญญาณดิจิตอลโดยยึดมาตรฐานการให้บริการทางโทรศัพท์ และโทรคมนาคมขององค์กร CCiTT
                                          2.สนับสนุนการติดต่อสื่อสารแบบเก่าทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านระบบสวิตชิ่ง
                                          3.ในเครือข่าย ISDN จะต้องมีรายละเอียดข้อมูลเพื่อบอกลักษณะการบริการ การบำรุงรักษา และหน้าที่การจัดดำเนินการของเครือข่าย
                                          4.โปรโตคอลสำหรับการสื่อสารในแต่ละเลเยอร์ของรูปแบบ OSI จะต้องใช้โปรโตคอลเฉพาะสำหรับการติดต่อกับเครือข่าย ISDN ส่วนการติดต่อจากผู้ใช้กับเครือข่ายขึ้นอยู่กับชนิดของการบริการและข้อกำหนดของเครือข่าย ISDN ของแต่ละประเทศ โปรโตคอลที่ใช้กับเครือข่าย ISDN ได้แก่ LAP-D และ LAP-B เป็นต้น ส่วนโปรโตคอลในรูปแบบ OSI ที่สามารถใช้ได้ในเครือข่าย ISDN ได้แก่ โปรโตคอล X.25 สำหรับการบริการแพ็กเกจสวิตช์ในเครือข่าย ISDN

                                 ช่องทางการสื่อสาร ISDN
                                            ช่องทางสื่อสาร (Channel) ของท่อดิจิตอลระหว่างสถานีศูนย์กลาง ISDN กับสถานี ISDN ท้องถิ่นที่ใช้สำหรับส่งผ่านข้อมูลชนิดต่างของเครือข่าย ISDN แบ่งออกเป็น 3 ช่องทางคือ

                                                         1.ช่องทาง B: ความจุ 64 กิโลบิตต่อวินาที
                                                         2.ช่องทาง D: ความจุ 16 หรือ 64 กิโลบิตต่อวินาที
                                                         3.ช่องทาง H: ความจุ 384,1536 และ 1920 กิโลบิตต่อวิน      
                                      
ช่องทาง B เป็นช่องทางพื้นฐานทั่วไปสำหรับผู้ใช้บริการเพื่อส่งข่าวสารที่เป็นข้อมูลดิจิตอลสัญญาณเสียงดิจิตอลจาก PCM และมัลติเพล็กซ์ข้อมูลอัตราบิตต่ำ ซึ่งสามารถส่งออกไปได้พร้อมๆกัน การสื่อสารในช่องทาง B มี 3 แบบ ด้วยกันคือ
                                                         1. แบบเซอร์กิตสวิตช์
                                                         2. แบบแพ็กเกตสวิตช์ โดยผ่านทางเครือข่าย X.25 แพ็กเกจสวิตช์
                                                         3. แบบกึ่งถาวร เป็นแบบเดียวกับการเช่าสายตรงโดยไม่ต้องการโปรโตคอลสำหรับการยีนยันการติดต่อ       
                                    
ช่องทาง D มีหน้าที่หลัก 2 อย่าง คือมีหน้าที่นำข่าวสารไปยังสถานีควบคุมแบบเซอร์กิตสวิตช ์ เพื่อรวมเข้ากับช่องทาง B ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เฟชของผู้ใช้และใช้กับสถานีแบบแพ็กเกตสวิตช์ หรือการส่งสัญญาณ อัตราเร็วต่ำ (100 บิตต่อวินาที) ในเวลาที่สัญญาณข่าวสารที่ไม่มีการรอคอย
                                   
ช่องทาง H จะใช้กับสัญญาณข่าวสารอัตราเร็วสูง ผู้ใช้อาจจะใช้ช่องทาง H นี้เป็นทรังก์ (Trunk) ความเร็วสูง หรืออาจจะแบ่งช่องทาง H นี้เป็นช่องทางย่อยสำหรับมัลติเพล็กช์สัญญาณแบบ TDM ตัวอย่างการส่งข้อมูลโดยใช้ช่องทาง H ได้แก่ เครื่องส่งแฟกช์ความเร็วสูง วีดีโอ การส่งสัญญาณข้อมูลความเร็วสูง

                               โครงสร้างของช่องทาง ISDN ซึ่งรวมเอาช่องทาง B,D หรือ H เข้าเป็นช่องทาง ISDN นั้นมีด้วยกัน 2 ลักษณะคือช่องทางเบสิก (Basic) และช่องทางพรามารี (Primary)

            ISDN โปรโตคอล

                              ในการพัฒนามาตรฐานของเครือข่าย ISDN สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งอีกอย่าวหนึ่งในการนำไปสู่มาตรฐานสากลก็คือโปรโตคอล และเพื่อให้โปรโตคอลของเครือข่าย ISDN เป็นมาตรฐานขึ้นมาก็จำเป็นที่จะต้องยึดรูปแบบของการอินเตอร์เฟชของ CCITT ในสถาปัตยกรรมแบบรูปแบบ OSI เป็นหลักเครือข่าย ISDN ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมี 2 แบบคือ LAP-D ,LAP-B

Network

สัญญาณควบคุม I.45

แพ็กเกจ X.25

กำลังพัฒนา

โปรโตคอล
ใน ISO

และCCITT

เพ็กเกจ X.25
X.25,LAB-B

Data

Link LAP-D (I-441)

Physical

สัญญาณควบคุม I.45

แพ็กเกจ X.25

เทเลเมตรี

เซอร์กิตสวิตซ์

สายเช่าตรง

แพ็กเกจสวิตช์

ช่องทาง D

ช่องทาง B

                                                                                  รูป โครงสร้างของโปรโตคอลในเลเยอร์ชั้น 1-3 สำหรับ ISDN อินเตอร์เฟช

                                เนื่องจากช่องทาง D และช่องทาง B ถูกมัลติเพล็กช์รวมอยู่ในสายสื่อสาร (ท่อดิจิตอล) เดียวกัน ดังนั้นโปรโตคอล LAP-D และ LAP-B จึงเป็นโปรโตคอลที่ต้องใช้ร่วมกันสำหรับการสื่อสารข้อมูลในเครือข่าย ISDN
                               โปรโตคอล LAP-D เป็นโปรโตคอลในช่องทาง D สัญญาณข่าวสารที่เดินทางระหว่าง อุปกรณ์ของสมาชิกผู้ใช้กับสถานีสวิตชิ่งของเครือข่าย ISDN จะอยู่ในรูปแบบ LAP-D เฟรมทั้งหมด โปรโตคอล LAP-D ใช้ในการส่งสัญญาณควบคุม สัญญาณ X.25 แพ็กเกจสวิตช์ และสัญญาณเทเลเมตรี โดยโปรโตคอล จะมีหน้าที่ ในการเริ่มทำการติดต่อ การสื่อสารระหว่างต้นทางกับสถานี ISDN และสื่อสารข้อมูล และติดต่อกับช่องทาง B
                              โปรโตคอล LAP-B เป็นโปรโตคอลในช่องทาง B ซึ่งใช้สำหรับวงจรเซอร์กิตสวิตชิ่ง วงจรกึ่งถาวรและ วงจรแพ็กเกจสวิจชิ่ง เมื่อ LAP-D เริ่มทำงาน LAP-B ก็จะเริ่มทำการจัดเส้นทาง ให้กับข้อมูลในช่องทาง B และทำการส่ง-รับข้อมูลแก่อุปกรณ์ผู้ใช้ และในขั้นตอนสุดท้ายของการสื่อสาร โปรโตคอล LAP-B จะถูกใช้สำหรับส่งสัญญาณเพื่อยุติการสื่อสารข้อมูลทั้งหมด

                        เครือข่ายบรอดแบนด์ ISDN (B-ISDN)
                                          สำหรับเครือข่าย ISDN ที่ได้กล่าวมานนั้นเป็นลักษณะของเครือข่าย ISDN แบบดั้งเดิม ซึ่งประกอบด้วยช่องทางเบสิก หรือ BA และช่องทางพรามารี หรือ PRA เราเรียกว่าเครือข่าย ISDN แบบช่องทางแคบ (Narraw Band ISDN) หรือเครือข่าย N-ISDN ส่วนเครือข่ายISDN แบบใหม่เราเรียกว่า เครือยข่าย ISDN ในรูปของบรอดแบนด์ (Broadband Aspects of ISDN) หรือเครือข่าย B-ISDN

                                   รูปแบบการให้บริการใน B-ISDN (Service Aspects)
                                              การให้บริการของเครือข่าย B-ISDN สามารถครอบคลุมรูปแบบการให้บริการดังต่อไปนี้

    •                                          1.      การบริการแบบแลกเปลี่ยน
    •                                          2.      การบริการแบบกระจาย
    •                                          3.      การบริการแบบทำนองสนทนา
    •                                          4.      การบริการข่าวสาร
    •                                          5.      การบริการกู้คืนข้อมูล

                       อัตราเร็วของช่องทางบรอดแบนด

                                        CCITT ได้กำหนดอัตราเร็วใหม่สำหรับช่องทางบรอดแบนด์ของเครือข่าย B-ISDN โดยเพิ่มเติมจากอัตราเร็วของช่องทาง B หรือช่องทาง D ของเครือข่าย ISDN เดิมมาเป็นอัตราเร็วของช่องทางใหม่ดังนี้

                               1.      ช่องทาง H21: อัตราเร็ว 32.768 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งมากเท่ากับช่องทาง 64 กิโลบิตต่อววินาที จำนวน 512 ช่องทางรวมกัน      
                               2.      ช่องทาง H22: อัตราเร็ว 43-45 เมกะบิตต่อวินาที
                              
    3.      ช่องทาง H4: อัตราเร็ว132-138.2 เมกะบิตต่อวินาที

                                        ส่วนอัตราเร็วในการส่งข้อมูลระหว่างสถานีเครือข่าย B-ISDN นั้นมี 2 อัตราคืออัตราเร็วประมาณ 150 เมกะบิตต่อวินาที สำหรับข่าวสารประเภทข้อความ ข้อมูล เสียงดิจิตอล หรือภาพนิ่ง และอัตราเร็วประมาณ 600 เมกะบิตต่อวินาที สำหรับข่าวสารประเภทวีดีโอ หรือไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่มากๆ

                                                                                                            

                                                                                                                                                                                                                    

                              จัดทำโดย                 
          นางสาวลัลนา      คร่องไหม
        นางสาวพรรณิษา   สมศักดิ์
        นางสาววิกานดา       กาวิเต

             ห้อง  คพ.501